Friday, March 30, 2007

ไว้อาลัย แด่ความผูกพันจาก...บ้านเกิด

เราทุกคนล้วนมีบ้านเกิด

แต่ "บ้านเกิด" ที่จะกล่าวถึงนี้ เป็นเรื่องสั้นดีๆ เรื่องหนึ่ง

ในหนังสือ"แผ่นดินอื่น" หนังสือที่ชนะเลิศรางวัลซีไรต์ ปี 2539ของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์

จำได้ว่าเป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกๆ ในจำนวนเรื่องสั้นไม่มากนักที่เคยอ่าน

อ่านตั้งแต่ที่เคยเป็นเล่มเล็กๆ และยังไม่ได้รวมอยู่ในแผ่นดินอื่น

แต่บ้านเกิดกลับฝั่งแน่นในความทรงจำเสมอมา

เมื่อบ่ายแก่ๆ ของวันเสาร์ที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา

เปิดอ่านเสาร์สวัสดี ของกรุงเทพธุรกิจ

พลิกไปที่หน้า...คอลัมน์ของปลาอ้วน - วิรัตน์ โตอารีย์มิตร

ความรู้สึกที่พลันใจหายวาบ รู้สึกมึนงง ท้องไส้ปั่นป่วน

กนกพงศ์ เสียชีวิตแล้ว...

ปลาอ้วนบอกว่า ข่าวการเสียชีวิตของกนกพงศ์

ปรากฏเป็นข่าวเล็กๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เป็นภาพสะท้อนได้ดีถึงพื้นที่ในสังคมอันน้อยนิดของนักเขียน

นั่นเป็นความจริงที่เกิดขึ้น

แม้ไม่เคยพบหน้า ไม่เคยเข้าไปขอลายเซ็นต์

เป็นเพียงคนที่รักกันผ่านตัวหนังสือ

แต่ก็เป็นที่น่าเสียดาย ในพื้นที่เพียงน้อยนิดของนักเขียน

กนกพงศ์ จัดได้ว่าเป็นนักเขียนที่มีคุณภาพและ

มีแนวทางการทำงานของตัวเองชัดเจนคนหนึ่ง

ในย่างก้าวของเขาที่กำลังเกิดขึ้น

เขากำลังพัฒนาการทำงาน และสร้างสรรค์งานเขียนให้เกิดขึ้นได้อีกมาก

ในท้ายที่สุด แม้ว่าทุกคนต้องเดินทางไปยังดินแดนแสนไกลเป็นสัจธรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ความตายเป็นสิ่งสามัญแต่การจากไปก่อนวัยอันควร ก็เป็นสิ่งน่าเสียดาย ทำให้อดตั้งคำถามถึงความตายและการมีชีวิตอยู่ไม่ได้

ในหนัง Here on Earth พลันที่พระเอกรู้ว่าอาจต้องพบกับการพรากจากคนรักชั่วนิรันดร์ ความเสียใจที่ยอมรับไม่ได้ และคำถามมากมายประดังเข้ามาคนรักของเขาคงได้แต่เพียงบอกว่า "ไม่เป็นไร ฉันก็ยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่ว่าไม่ยาวนานเท่าเธอ แค่นั้นเอง"

ขอไว้อาลัยมา ณ โอกาสนี้

(อ่านข้อมูลเพิ่มเติม ได้จากจุดประกายวรรณกรรมhttp://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/)



post@21 กุมภาพันธ์ 2549 19:17:20 น.

Virginia Woolf

ได้ยินชื่อของผู้หญิงคนนี้จาก หนังเรื่อง The Hoursหนังที่แสดงนำโดยผู้หญิงแนวหน้า 3 คนของฮอลิวูดเรื่องราวที่ว่าด้วยความเกี่ยวพันของผู้หญิง 3 คนในต่างยุคสมัยผ่านหนังสือที่มีชื่อว่า Mrs.Dollaway ของเวอยิเนีย วูล์ฟ

คนหนึ่งเป็นคนเขียน คือ เวอยิเนีย วูล์ฟ ปี 1923 ในอังกฤษรับบทโดยนิโคล คิดแมน (ได้รับออสการ์ดารานำหญิงจากเรื่องนี้ด้วย)

คนหนึ่งเป็นคนอ่าน คือ ลอร่า บราวน์ แม่บ้านของยุคสมัยที่ต้องเก็บกดความรู้สึก ปี 1951 ในลอสแองเจิลลิส

คนที่สามเป็นคนที่มีสถานการณ์ชีวิตคล้ายๆกับเวอยิเนีย วูล์ฟ คือ แคลริส่า นักเขียนเลสเบียนในยุคสมัยปัจจุบัน ปี 2001 ในนิวยอร์ค

ส่วนบทความนี้ เขียนโดย อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์เผยแพร่ในเว็บของเสมสิกขา

(http://www.semsikkha.org/article/article342.php)

ขออนุญาตนำมาเผยแพร่ให้อ่านกัน

ที่ประเทศอังกฤษ ตราบจนเมื่อราวๆ ๑๐๐ ปีมานี้ สตรีมีบทบาทนอกเหนือความเป็นเมียและความเป็นแม่ได้ยาก หากจะมีอาชีพก็ได้แก่การเป็นครู (ไม่ใช่อาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งเพิ่งเปิดรับสตรีให้เข้าเรียนในราวๆ ๑๐๐ ปีมานี้เช่นกัน) หรือนางพยาบาล หาไม่ก็ไปบวชเป็นนางชีคริสตัง นอกเหนือจากการเป็นสาวโสดไปตลอดชีวิต

Virginia Woolf (๑๘๘๒ - ๑๙๔๔) เป็นผลผลิตของสังคมและวัฒนธรรมของอังกฤษ แม้บิดาเธอ (Sir Leslie Stephen ๑๘๓๒–๑๙๐๔) จะแหวกแวดวงมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ออกมา ด้วยการปฏิเสธความเชื่อในทางคริสตศาสนา กล่าวคือจนถึงสมัยบุคคลผู้นี้ อาจารย์มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด-เคมบริดจ์ ต้องเป็นนักพรตนิกายอังกฤษ และต้องถือพรหมจรรย์ เลสเลย์ สติเฟ่นประกาศว่า เขาไม่เชื่อคำสอนของศาสนาคริสต์ และที่พระคัมภีร์เก่าเล่าเรื่องว่าโมเสสพาพวกยิวหนีมาจากอียิปต์ด้วยการเดินข้ามทะเลแดงมาได้โดยที่ทะเลเหือดแห้งให้เป็นพิเศษ แต่พอพวกอียิปต์ไล่ตามมา น้ำก็ขึ้นอย่างท่วงท้น จนพวกอียิปต์จมน้ำตายหมดนั้น เขาถือว่าทั้งหมดนี้เป็นความเท็จ จึงประกาศลาออกจากการบวชและความเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย ซึ่งหมายความว่าต้องว่างงาน โดยต้องไปหางานทำที่กรุงลอนดอน ทั้งเขายังประกาศด้วยว่า แม้เขาจะไม่นับถือคริสตศาสนา เขาก็สามารถเป็นคนดีที่มีศีลธรรมได้

ต่อมาเขาแต่งงานกับแม่หม้ายสาวสวย ซึ่งมีลูกติด และมีความสุขกับภรรยา โดยมีบุตรธิดาด้วยกันอีกด้วย หนึ่งในจำนวนนี้คือเวอยิเนีย ส่วนตัวเลสเลย์เองก็ทำงานหนักทางด้านการเขียนหนังสือ จนมีชื่อเสียงในฐานที่ริเริ่มทำพจนานุกรมประวัติบุคคลต่างๆ และได้รับบรรดาศักดิ์เป็น Sir

วัฒนธรรมในสมัยพระนางวิกตอเรียนั้น หมายความว่าผู้ชายเอาเปรียบผู้หญิงอย่างไม่รู้ตัว แม้เขาจะส่งลูกชายไปเรียนยังมหาวิทยาลัยเก่าของเขา แต่ลูกสาวไม่ได้รับโอกาสดังกล่าว หากเขาสอนให้เอง และได้เรียนกับครูพิเศษที่บ้าน จนลูกสาวมีความรู้ไม่แพ้ผู้ชาย ยิ่งเวอยิเนียด้วยแล้ว เป็นคนโปรดของพ่อเลยทีเดียว แม้กระนั้น เธอก็มีจิตใต้สำนึกที่เกลียดพ่อ พอๆ กับรักพ่อ แม้มารดาจะไม่รักเธอเท่าไร หากมารดาตายจากไปแต่เธออายุยังน้อย เธอจึงมีปมด้อยทางด้านการขาดแม่และมิหนำยังถูกพี่ชายต่างบิดาปลุกปล้ำเอาด้วย เป็นเหตุให้เธอเกลียดผู้ชาย และแม้เธอจะต้องการความสุขทางเพศ เธอก็ไม่ได้รับความสุขทางเพศจากผู้ชายเอาเลย เป็นเหตุให้ต่อมาเธอมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงด้วยกัน ออกจะหลายคนและก็มีเพศสัมพันธ์กับพี่เขยเธออีกด้วย แม้ต่อมาเธอมีสามีที่ดีวิเศษอย่าง Leonard Woolf ก็ตามที

เวอยิเนียมีส่วนสำคัญร่วมกับพี่สาว (Vanesa) ซึ่งเป็นจิตรกร และร่วมกับเพื่อนของพี่ชายที่เป็นปัญญาชนคนสำคัญของเคมบริดจ์ ที่มาตั้งกลุ่ม Bloomsbury ขึ้นในลอนดอน จนเป็นขบวนการทางศิลปวิทยา ทั้งด้านวรรณคดี จิตรกรรม รวมไปถึงเศรษฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง ที่ท้าทายกระแสหลัก แม้คนกลุ่มนี้ออกจะเป็นผู้ดี ที่อยู่ในลำดับชนชั้นกลาง ขยับไปทางชนชั้นสูง แต่ก็มีใจเป็นธรรมกับชนชั้นล่าง โดยร่วมมือกันทางด้านเรียกร้องสิทธิ์ให้กรรมกร และที่สำคัญคือการเรียกร้องสิทธิ์ให้สตรี

ข้าพเจ้าเล่าเรื่องบลูมสเบอรี่ไว้แล้ว บัดนี้รวมพิมพ์อยู่ในคันฉ่องส่องตัวตน

น่าเศร้าก็ตรงที่พี่ชายตายจากไปแต่อายุยังน้อย หากเพื่อนพี่ชายก็ยังสนิทสนมกับสองสาวนี้สืบต่อมา เพราะนอกจากคุณเธอจะสวยงามอย่างชวนพิศแล้ว ทั้งคู่ยังมีความรู้ความสามารถไม่แพ้ผู้ชายอีกด้วย โดยที่เวอยิเนียเขียนสมุดบันทึกชนิดเทหัวใจให้อย่างเปิดเผยแทบทุกอย่าง ทั้งงานเขียนของเธอก็ลุ่มลึกและเป็นวรรณศิลป์อันประเสริฐอีกด้วย

มีคนขอแต่งงานกับเธอหลายราย หากเธอปฏิเสธไปทุกราย แม้บางราย เธอจะมีเพศสัมพันธ์มาด้วยแล้วก็ตาม แต่แล้วภายหลังเธอรับเอาลีโอนาร์ด วูล์ฟ มาเป็นสามี ทั้งๆ ที่เขาเป็นยิวอย่างอยู่นอกแวดวงผู้ดีอังกฤษ หากเขาก็เป็นเพื่อนกับพี่ชายที่เคมบริดจ์ และมีสติปัญญาเป็นเลิศ พร้อมๆ กับมีคุณค่าทางด้านจริยธรรมอย่างประเสริฐอีกด้วย ดังอาจกล่าวได้ว่าเวอยิเนียได้สามีที่ใครๆ คงหาได้ยากยิ่ง ทั้งๆ ที่เขารู้ว่าภรรยานอกใจ และไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงดังๆ ทั้งที่เป็นชนชั้นสูงและศิลปินชั้นเอก แต่ลีโอนาร์ดก็ทำใจได้ เพราะรู้ว่าภรรยามีจิตผิดปกติ ถึงต้องเข้าโรงพยาบาลประสาท หรือเป็นโรคประสาทเนืองๆ นอกไปจากนี้แล้ว เขายังเป็นนักวิจารณ์งานให้ภรรยาอย่างให้ความเป็นธรรมกับเธอ และให้กำลังใจเธอเป็นอย่างยิ่ง โดยที่เวอยิเนียต้องการความเป็นเลิศจากผลงานของเธอ ชนิดที่เธอทนนักวิจารณ์ไม่ได้เอาเลย แม้ยกย่องงานของเธอ ที่เธอไม่เห็นว่าเป็นเลิศ เธอก็ไม่พอใจหรือติงานของเธอ เธอก็ไม่พอใจเช่นกัน

กว่าเวอยิเนียจะผลิตงานออกมาแต่ละชิ้นกินเวลาและแรงงานมาก ทั้งทางสมองและจิตใจ เธอประณีตมาก แก้แล้วแก้อีก และต้องการแสดงว่าผลงานของเธอไม่แพ้ผู้ชายชั้นเลิศเอาเลยทีเดียว ความข้อนี้ บัดนี้ก็เป็นที่ยอมรับกันแล้ว แต่เมื่อเธอยังมีชีวิตอยู่ กว่าจะเป็นที่ยอมรับกันนั้น ใช้เวลานานทีเดียว หากนักวิจารณ์ชั้นนำ และนักเขียนชั้นนำ ที่เป็นเพื่อนร่วมสกุลบลูมสเบอรี่กับเธอ ก็มีมิใช่น้อย

เวอยิเนียเขียนจากหัวใจ แต่ก็เล่าได้อย่างแอบแฝงในเรื่องรักร่วมเพศ เพราะเวลานั้นการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายอย่างแรง ดังเพื่อนร่วมสมัยของเธอที่เป็นผู้ชาย และมีคุณสมบัติทางด้านการเขียนนวนิยายไม่แพ้เธอคือ E.M. Foster ไม่กล้าเขียนจังๆ ทางเรื่องรักร่วมเพศ หรือที่เขียนจังๆ เป็นนวนิยาย (เรื่อง Maurice นั้น) ก็ตีพิมพ์ได้เมื่อผู้เขียนตายจากไปแล้ว

เวอยิเนียเขียนนวนิยายหลายเล่ม แต่ละเล่มมีคุณภาพที่ลึกซึ้งและแสดงออกต่างกัน หากเป็นอัตชีวประวัติกลายๆ แทบทั้งนั้น แต่เขียนจากแง่มุมที่ต่างกัน เข้าใจว่านวนิยายของเธอยังไม่มีแปลเป็นไทยเอาเลย และถ้าแปลเป็นไทยก็คงยาก (ดังที่งานของเจน ออสเตน ถ้าไม่ได้จูเลียตแสดงฝีมือ ก็คงสื่อสู่คนไทยไม่ได้นั่นเอง) นวนิยายที่สำคัญ ได้แก่ ๑) Between the Acts๒) Jakob’sRoom ๓) Mrs. Dalloway ๔) Orlando ๕) To the Lighthouse ๖) The Voyage Out ๗) The Waves ๘) The Years ๙) Flush

นอกไปจากนี้แล้ว เธอยังเขียนความเรียง บทวิจารณ์ละครและชีวประวัติเพื่อนรักร่วมสมัยอีกด้วยคือ Roger Fry ซึ่งเป็นศิลปินคนสำคัญของอังกฤษ

เวอยิเนียรู้จักนักเขียนร่วมสมัยค่อนข้างมาก ทั้งเธอยังตั้งสำนักพิมพ์ Horgarth Press ซึ่งจัดพิมพ์หนังสืออย่างประณีตเป็นพิเศษอีกด้วย ทั้งนี้โดยมีสามีเป็นผู้ร่วมงานที่สำคัญ ลีโอนาร์ดเองมีงานเขียนที่เป็นเลิศ แม้เขาจะไม่มีชื่อเสียงเท่าภรรยา แต่ก็มีความน่ารักน่าเคารพ ดังอัตชีวประวัติของเขาก็น่าอ่านยิ่งนักมีคนเขียนถึงเวอยิเนีย วูล์ฟค่อนข้างมาก และงานเขียนของเธอก็มีพิมพ์ออกมามาก ทั้งจดหมายและบางตอนจากอนุทินส่วนตัว โดยที่ทั้งหมดนี้ช่วยให้ได้รู้จักเธอในฐานะที่เป็นมนุษย์ ซึ่งมีความสลับซับซ้อนและมีอัจฉริยภาพ ทั้งยังช่วยให้รู้จักสังคมและวัฒนธรรม ตลอดจนความคิดอ่านของอังกฤษในช่วงศตวรรษมานี้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ประวัติเธอที่เจมส์ คิงเขียนและตีพิมพ์แต่เมื่อทศวรรษที่แล้วนั้น (Virginia Woolf by James King) ข้าพเจ้าเห็นว่าน่าอ่านที่สุด ให้รายละเอียดมาก และอธิบายขยายความทั้งอย่างกว้างและอย่างลึก ให้เราได้เห็นภาพของสังคมอังกฤษ ตลอดจนญาติมิตรของเวอยิเนียอย่างเป็นองค์รวมแท้ทีเดียว แม้การฆ่าตัวตายของเธอ ผู้เขียนก็ให้ความเข้าใจอย่างไม่ตัดสินเธอเอาเลย นับว่าเล่มนี้เป็นการเขียนชีวประวัติที่ควรแก่การเอาเยี่ยง

post@ 29 มีนาคม 2550 14:47:23 น.

Thursday, March 29, 2007

ผ่านพบไม่ผูกพัน -- Unattached Encountess

ผ่านพบไม่ผูกพัน

งานล่าสุดของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล จากการรวมเล่มในคอลัมน์ ผ่านพ้นจึงค้นพบ ในนิตยสารรายเดือน Travel Guide

ส่วนตัวเอง ผ่านไปจึงพบเจอ(โดยบังเอิญ) หลังจากมีวงโคจรต้องไปที่งานหนังสือครั้งล่าสุด

ลังเลอยู่พักใหญ่ ต้านทานไวเหลือกำลังแล้ว แต่ก็อดใจไม่ไหว...


"ผ่านพบโดยไม่ผูกพัน บางทีอาจลึกซึ้งยั่งยืนกว่าร้อยหัวใจเข้ากับทุกอย่างด้วยโซ่ตรวนที่มักตั้งชื่อผิดๆ ว่าความรัก"

จริงเหรอ....คำถามนี้ยังคงก้องอยู่ในใจ

ความรักคือ โซ่ตรวนในชีวิตของคนแต่ทุกคนพร้อมที่จะกระโจนเข้าใส่ ผูกพันตัวเองอย่างมากมายและแน่นหนา

ในบันทึกจากผู้เขียน " ...เป็นทัศนะล่าสุดของผมที่มีต่อโลกต่อชีวิต ทัศนะที่ได้มาจากการเฝ้าพินิจประสบการณ์ของตัวเองมากกว่าห้าสิบปี และการเรียนรู้ความจริงโดยผ่านประสบการณ์ของผู้อื่น..."

เรื่องราวในเล่มนี้

สะท้อนให้เห็นถึงการตกผลึกทางความคิดจากประสบการณ์ และสิ่งละอันพันละน้อยที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของผู้เขียน

มากกว่า ความสนุกเพลิดเพลิน หรือความรู้อย่างธรรมดาสามัญทั่วไป แต่ซึมไปถึงจิตวิญญาณ

..........

การเดินทางที่มิใช่แค่การเคลื่อนไหวร่างกาย การเคลื่อนย้ายที่ขับถ่ายหลับนอน

การเดินทางของชีวิต คือ การเดินทางเพื่อสำรวจจิตวิญญาณของตัวเองด้วย

หนังสือเล่มนี้ ...

สั่นคลอนความรู้สึกของตัวเองให้พลุ่งพล่านและหัวใจเต้นแรงระคนกัน


คนเราเกิดมาในโลกแท้จริงแล้วจะมีเพื่อนร่วมทางสักกี่คน ส่วนใหญ่ที่สุดก็เป็นเพียงคนข้างทางของกันและกัน"


post@bloggang.com Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2549 13:19:34 น.


comment
อืมถ้าไม่พบกันก็คงไม่ผูกพันหรอกนะ
ในชีวิตจริงของคนบางคน บางคู่ผูกพันโดยมิต้องพานพบก็มีได้นะ

ป.ล.ขอเพียงใจเราเปิดกว้างพอ ^^

โดย: ไอแอมจัสไฟน์^^ วันที่: 5 พฤศจิกายน 2548 เวลา:0:22:21 น.

Tuesday, March 27, 2007

เป็นคนประเภทไหน ถึงทำร้ายจิตใจกัน

เธอรู้ไหม ฉันเคยรู้สึกว่าระยะเวลาไม่อาจวัดค่าของความสนิทสนมระหว่างเรา
แม้จะรู้จักกันไม่นาน แต่เราก็คุยกันมากมายเหลือเกิน
คำพูดของเธอที่พร่างพรูออกมา ยังคงตกตะกอนนอนอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจฉัน

จนหลายครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่า เรื่องที่เราคุยกัน ควรเป็นเรื่องประจำวัน หรือเรื่องส่วนตัวของเธอหรือของฉันดี

แต่หลายวันมานี้เธอจะรู้บ้างไหม....ฉันเสียใจมากมายกับถ้อยคำที่เธอทำร้ายจิตใจกัน
"ความรู้สึกที่ถูกทำร้าย หัวใจที่แตกเป็นเสี่ยงๆ"
เธอว่ามันสามารถเยียวยา และรักษาให้ดีได้ไหม

ฉันคงเป็นแค่คน คนหนึ่ง ซึ่งได้รู้จักเธอฉันอาจเคยทำร้ายเธอมาตั้งแต่ชาติปางไหนเธอถึงได้กลับมาทำร้ายจิตใจกัน

ฉันเสียใจ...

pos@bloggang 22 กุมภาพันธ์ 2549 18:55:58 น.

อุ่น...อุ่น...

อุ่น คือ ไม่ร้อน
อุ่น คือ ไม่หนาว
อุ่น ก็คือ อุ่น

ถ้าอุ่นน้อย ก็จะหนาว
ถ้าอุ่นมาก ก็จะร้อน
บางคนไม่ร้อน ไม่หนาว แต่ก็ยังไม่อุ่น

หลายคนอุ่นน้อย ... ก็ขาดความอบอุ่น
หลายคนอุ่นมาก ... อบอุ่นจนร้อน

ถึงแม้จะอบ จน อุ่น ก็ต้องให้อุ่นพอดี
จะได้ -- อุ่น -- อุ่น
เธออุ่น ฉันอุ่น เราอุ่น โลก อุ่น...อุ่น

หนาวนี้ ...ให้ไออุ่นแก่กันและกัน ด้วยการกอดทุกวัน ให้อุ่นกันทุกคน

post@bloggang Last Update : 12 มกราคม 2549 16:16:59 น.

ว่าด้วย ความฝัน...

เคยมีคนกล่าว หลายคนมีความฝันแค่หล่อเลี้ยงชีวิต แต่น้อยคนที่จะลงมือทำให้เป็นสำเร็จเรื่องของความฝันเชื่อว่าทุกคนมีฝันกันทั้งนั้นบางคนฝันยิ่งใหญ่ บางคนฝันไปทีละขั้นตอน ค่อยๆ เดินไปที่ละก้าว ขณะที่บางคน พอทำความฝันเรื่องนี้สำเร็จ ก็ต้องทะเยอทยานกับความฝันครั้งใหม่

ตอนนี้ไม่รู้ว่าตัวเองฝันอะไรไว้มากน้อยเพียงใด หรือทำความฝันหลุดลอยไปหรือยังจำได้ว่าวันที่สัมภาษณ์เข้าเรียนมหาวิทยาลัยอาจารย์ถามว่า คิดไว้บ้างหรือยังว่าเรียนจบแล้ว จะทำงานอะไรเราตอบแบบมั่นใจสุดฤทธ์อยากเป็นนักการเมือง

แต่เอาเข้าจริงๆ เมื่อเรียนใกล้จบแล้วทุกคนก็ต้องหาที่ทางของตัวเอง
ส่วนใหญ่แล้ว ย่างก้าวเข้าสู่ชีวิตการทำงานเหมือนถึงเวลาแห่งการเดินทางสู่โลกแห่งความจริงช่วงเวลาของการฮันนีมูนในชีวิตจบแล้วเมื่อเรียนจบแล้ว ควรจะทำงาน เลี้ยงตัวเอง เลิกขอเงินพ่อแม่ ทำนองนั้น


ดังนั้น เพื่อนหลายคนเริ่มมีงานทำเป็นหลักเป็นฐานเหมือนหลายคนได้ทำอย่างที่ตั้งใจ และอีกไม่น้อยที่หางานเพื่อเป็นที่มั่นเล็กๆ ที่ให้ยึดเกาะไว้ก่อนการเป็นหนึ่งในประเภทหลัง มีแนวโน้มว่าความฝันจะถูกกลืนได้ง่ายดังนั้น ในระหว่างที่ทำงาน จิตใต้สำนึกมักจะเรียกร้องด้วยคำถามต่างๆ มากมาย

"เนี่ย!!! ฉันทำบ้าอะไรอยู่ จริงๆ แล้วต้องการทำอะไร สิ่งที่ตัวเองทำอยู่พัดพาตัวเองให้ไกลออกจากเป้าหมายไปเรื่อยๆ หรือเปล่า"อื่นๆ อีกมากมาย

คิดว่าคงต้องมีสักวันแหละน่าที่คำถามเหล่านี้ต้องมีคำตอบแล้วก็ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
.........ในยามที่เราไม่รู้แน่ชัดว่าตัวเองต้องการทำอะไรอยากที่จะทำสิ่งนั้นจริงหรือเปล่าให้ลองนั่งฟังเสียงหัวใจตัวเอง เสียงของจิตใต้สำนึก มันจะบอกเราเอง
........การหาเส้นทางนั้นว่ายาก แต่การประคับประคองตัวเองให้เดินไปตามทางเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายนั้นยากกว่าหรือเปล่า

มีหลายคนที่รู้ว่าตัวเองฝันอะไรแต่มักจะมีมือที่มองไม่เห็นชักจูงออกนอกเส้นทาง พัดพาเราออกไปไกลเรื่อยๆมีน้องคนหนึ่ง เล่าเกี่ยวกับความฝันของตัวเองให้ฟังเขากลัวว่าความฝันจะสูญหายไป

----------------------------
จะว่าไปแล้ว เรามักจะคุยกันถึงเรื่องความฝันเสมอแม้จะมากบ้าง น้อยบ้าง มีเพื่อนคนหนึ่งเคยบอกว่า ชีวิตคนเราเหมือนอยู่บนเรือมีคลื่นลมพัดพาเราไปถ้าแรงดี รู้ทิศทางลม ก็บังคับเรือไปตามทิศทางที่ต้องการได้ แต่เราก็รู้แน่ว่าไม่ทั้งหมดหรอกที่เราควบคุมได้หลายครั้งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมไม่รู้ล่วงหน้าแน่นอนว่าชีวิตจะโดนซัดให้หันเหไปทางไหนเมื่อรู้ตัวอีกทีอาจจะลอยไปอยู่เกาะแห่งหนึ่งอันไกลโพ้น หลายคนเลือกที่จะอยู่ที่นั้น ขณะที่หลายคนเลือกที่จะะออกเดินทางอีกครั้ง และอีกหลายคนที่มักจะเดินทางครั้งใหม่อยู่เรื่อยไป ...............

ชีวิตก็เป็นแบบนั้น ไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับ ชีวิตของใคร ทุกคนมีเส้นทางเป็นของตัวเอง บางคนได้เลือกเอง บางคนจำเป็นต้องเลือกท่ามกลางเงื่อนไขอะไรหลายอย่างที่พันธนาการตัวเองหรือใครต่อใครมาพันธนาการเอาไว้

------------
ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจก็ต้องพยายามก้าวย่างออกไปเพื่อเรียนรู้ที่จะเติบโต เรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่ให้ได้ ในโลกของความเป็นจริง จนถึงทุกวันนี้ แม้โลกจะโหดร้ายกับเราบ้าง บางครั้ง บ่อยครั้ง หลายครั้ง แต่ลึกๆ แล้วยังเชื่อว่าความฝันเป็นของเรา ชีวิตเป็นของเรา

ถ้าฝันนั้น ...ฝันจริง ฝันที่ยังอยู่ในจิตใต้สำนึก ไม่มีวันไหนที่ละทิ้งได้หรอกมันยังคงอยู่ และทวงถามเราอย่างนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกที่จะให้ฝันนำทางชึวิตหรือเปล่า หรือว่าพ่ายแพ้ต่อคลื่นลมแล้วทิ้งฝันให้ล่องลอยไป

post@bloggang 29 พฤศจิกายน 2548 8:30:17 น.