Friday, March 30, 2007

Virginia Woolf

ได้ยินชื่อของผู้หญิงคนนี้จาก หนังเรื่อง The Hoursหนังที่แสดงนำโดยผู้หญิงแนวหน้า 3 คนของฮอลิวูดเรื่องราวที่ว่าด้วยความเกี่ยวพันของผู้หญิง 3 คนในต่างยุคสมัยผ่านหนังสือที่มีชื่อว่า Mrs.Dollaway ของเวอยิเนีย วูล์ฟ

คนหนึ่งเป็นคนเขียน คือ เวอยิเนีย วูล์ฟ ปี 1923 ในอังกฤษรับบทโดยนิโคล คิดแมน (ได้รับออสการ์ดารานำหญิงจากเรื่องนี้ด้วย)

คนหนึ่งเป็นคนอ่าน คือ ลอร่า บราวน์ แม่บ้านของยุคสมัยที่ต้องเก็บกดความรู้สึก ปี 1951 ในลอสแองเจิลลิส

คนที่สามเป็นคนที่มีสถานการณ์ชีวิตคล้ายๆกับเวอยิเนีย วูล์ฟ คือ แคลริส่า นักเขียนเลสเบียนในยุคสมัยปัจจุบัน ปี 2001 ในนิวยอร์ค

ส่วนบทความนี้ เขียนโดย อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์เผยแพร่ในเว็บของเสมสิกขา

(http://www.semsikkha.org/article/article342.php)

ขออนุญาตนำมาเผยแพร่ให้อ่านกัน

ที่ประเทศอังกฤษ ตราบจนเมื่อราวๆ ๑๐๐ ปีมานี้ สตรีมีบทบาทนอกเหนือความเป็นเมียและความเป็นแม่ได้ยาก หากจะมีอาชีพก็ได้แก่การเป็นครู (ไม่ใช่อาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งเพิ่งเปิดรับสตรีให้เข้าเรียนในราวๆ ๑๐๐ ปีมานี้เช่นกัน) หรือนางพยาบาล หาไม่ก็ไปบวชเป็นนางชีคริสตัง นอกเหนือจากการเป็นสาวโสดไปตลอดชีวิต

Virginia Woolf (๑๘๘๒ - ๑๙๔๔) เป็นผลผลิตของสังคมและวัฒนธรรมของอังกฤษ แม้บิดาเธอ (Sir Leslie Stephen ๑๘๓๒–๑๙๐๔) จะแหวกแวดวงมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ออกมา ด้วยการปฏิเสธความเชื่อในทางคริสตศาสนา กล่าวคือจนถึงสมัยบุคคลผู้นี้ อาจารย์มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด-เคมบริดจ์ ต้องเป็นนักพรตนิกายอังกฤษ และต้องถือพรหมจรรย์ เลสเลย์ สติเฟ่นประกาศว่า เขาไม่เชื่อคำสอนของศาสนาคริสต์ และที่พระคัมภีร์เก่าเล่าเรื่องว่าโมเสสพาพวกยิวหนีมาจากอียิปต์ด้วยการเดินข้ามทะเลแดงมาได้โดยที่ทะเลเหือดแห้งให้เป็นพิเศษ แต่พอพวกอียิปต์ไล่ตามมา น้ำก็ขึ้นอย่างท่วงท้น จนพวกอียิปต์จมน้ำตายหมดนั้น เขาถือว่าทั้งหมดนี้เป็นความเท็จ จึงประกาศลาออกจากการบวชและความเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย ซึ่งหมายความว่าต้องว่างงาน โดยต้องไปหางานทำที่กรุงลอนดอน ทั้งเขายังประกาศด้วยว่า แม้เขาจะไม่นับถือคริสตศาสนา เขาก็สามารถเป็นคนดีที่มีศีลธรรมได้

ต่อมาเขาแต่งงานกับแม่หม้ายสาวสวย ซึ่งมีลูกติด และมีความสุขกับภรรยา โดยมีบุตรธิดาด้วยกันอีกด้วย หนึ่งในจำนวนนี้คือเวอยิเนีย ส่วนตัวเลสเลย์เองก็ทำงานหนักทางด้านการเขียนหนังสือ จนมีชื่อเสียงในฐานที่ริเริ่มทำพจนานุกรมประวัติบุคคลต่างๆ และได้รับบรรดาศักดิ์เป็น Sir

วัฒนธรรมในสมัยพระนางวิกตอเรียนั้น หมายความว่าผู้ชายเอาเปรียบผู้หญิงอย่างไม่รู้ตัว แม้เขาจะส่งลูกชายไปเรียนยังมหาวิทยาลัยเก่าของเขา แต่ลูกสาวไม่ได้รับโอกาสดังกล่าว หากเขาสอนให้เอง และได้เรียนกับครูพิเศษที่บ้าน จนลูกสาวมีความรู้ไม่แพ้ผู้ชาย ยิ่งเวอยิเนียด้วยแล้ว เป็นคนโปรดของพ่อเลยทีเดียว แม้กระนั้น เธอก็มีจิตใต้สำนึกที่เกลียดพ่อ พอๆ กับรักพ่อ แม้มารดาจะไม่รักเธอเท่าไร หากมารดาตายจากไปแต่เธออายุยังน้อย เธอจึงมีปมด้อยทางด้านการขาดแม่และมิหนำยังถูกพี่ชายต่างบิดาปลุกปล้ำเอาด้วย เป็นเหตุให้เธอเกลียดผู้ชาย และแม้เธอจะต้องการความสุขทางเพศ เธอก็ไม่ได้รับความสุขทางเพศจากผู้ชายเอาเลย เป็นเหตุให้ต่อมาเธอมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงด้วยกัน ออกจะหลายคนและก็มีเพศสัมพันธ์กับพี่เขยเธออีกด้วย แม้ต่อมาเธอมีสามีที่ดีวิเศษอย่าง Leonard Woolf ก็ตามที

เวอยิเนียมีส่วนสำคัญร่วมกับพี่สาว (Vanesa) ซึ่งเป็นจิตรกร และร่วมกับเพื่อนของพี่ชายที่เป็นปัญญาชนคนสำคัญของเคมบริดจ์ ที่มาตั้งกลุ่ม Bloomsbury ขึ้นในลอนดอน จนเป็นขบวนการทางศิลปวิทยา ทั้งด้านวรรณคดี จิตรกรรม รวมไปถึงเศรษฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง ที่ท้าทายกระแสหลัก แม้คนกลุ่มนี้ออกจะเป็นผู้ดี ที่อยู่ในลำดับชนชั้นกลาง ขยับไปทางชนชั้นสูง แต่ก็มีใจเป็นธรรมกับชนชั้นล่าง โดยร่วมมือกันทางด้านเรียกร้องสิทธิ์ให้กรรมกร และที่สำคัญคือการเรียกร้องสิทธิ์ให้สตรี

ข้าพเจ้าเล่าเรื่องบลูมสเบอรี่ไว้แล้ว บัดนี้รวมพิมพ์อยู่ในคันฉ่องส่องตัวตน

น่าเศร้าก็ตรงที่พี่ชายตายจากไปแต่อายุยังน้อย หากเพื่อนพี่ชายก็ยังสนิทสนมกับสองสาวนี้สืบต่อมา เพราะนอกจากคุณเธอจะสวยงามอย่างชวนพิศแล้ว ทั้งคู่ยังมีความรู้ความสามารถไม่แพ้ผู้ชายอีกด้วย โดยที่เวอยิเนียเขียนสมุดบันทึกชนิดเทหัวใจให้อย่างเปิดเผยแทบทุกอย่าง ทั้งงานเขียนของเธอก็ลุ่มลึกและเป็นวรรณศิลป์อันประเสริฐอีกด้วย

มีคนขอแต่งงานกับเธอหลายราย หากเธอปฏิเสธไปทุกราย แม้บางราย เธอจะมีเพศสัมพันธ์มาด้วยแล้วก็ตาม แต่แล้วภายหลังเธอรับเอาลีโอนาร์ด วูล์ฟ มาเป็นสามี ทั้งๆ ที่เขาเป็นยิวอย่างอยู่นอกแวดวงผู้ดีอังกฤษ หากเขาก็เป็นเพื่อนกับพี่ชายที่เคมบริดจ์ และมีสติปัญญาเป็นเลิศ พร้อมๆ กับมีคุณค่าทางด้านจริยธรรมอย่างประเสริฐอีกด้วย ดังอาจกล่าวได้ว่าเวอยิเนียได้สามีที่ใครๆ คงหาได้ยากยิ่ง ทั้งๆ ที่เขารู้ว่าภรรยานอกใจ และไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงดังๆ ทั้งที่เป็นชนชั้นสูงและศิลปินชั้นเอก แต่ลีโอนาร์ดก็ทำใจได้ เพราะรู้ว่าภรรยามีจิตผิดปกติ ถึงต้องเข้าโรงพยาบาลประสาท หรือเป็นโรคประสาทเนืองๆ นอกไปจากนี้แล้ว เขายังเป็นนักวิจารณ์งานให้ภรรยาอย่างให้ความเป็นธรรมกับเธอ และให้กำลังใจเธอเป็นอย่างยิ่ง โดยที่เวอยิเนียต้องการความเป็นเลิศจากผลงานของเธอ ชนิดที่เธอทนนักวิจารณ์ไม่ได้เอาเลย แม้ยกย่องงานของเธอ ที่เธอไม่เห็นว่าเป็นเลิศ เธอก็ไม่พอใจหรือติงานของเธอ เธอก็ไม่พอใจเช่นกัน

กว่าเวอยิเนียจะผลิตงานออกมาแต่ละชิ้นกินเวลาและแรงงานมาก ทั้งทางสมองและจิตใจ เธอประณีตมาก แก้แล้วแก้อีก และต้องการแสดงว่าผลงานของเธอไม่แพ้ผู้ชายชั้นเลิศเอาเลยทีเดียว ความข้อนี้ บัดนี้ก็เป็นที่ยอมรับกันแล้ว แต่เมื่อเธอยังมีชีวิตอยู่ กว่าจะเป็นที่ยอมรับกันนั้น ใช้เวลานานทีเดียว หากนักวิจารณ์ชั้นนำ และนักเขียนชั้นนำ ที่เป็นเพื่อนร่วมสกุลบลูมสเบอรี่กับเธอ ก็มีมิใช่น้อย

เวอยิเนียเขียนจากหัวใจ แต่ก็เล่าได้อย่างแอบแฝงในเรื่องรักร่วมเพศ เพราะเวลานั้นการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายอย่างแรง ดังเพื่อนร่วมสมัยของเธอที่เป็นผู้ชาย และมีคุณสมบัติทางด้านการเขียนนวนิยายไม่แพ้เธอคือ E.M. Foster ไม่กล้าเขียนจังๆ ทางเรื่องรักร่วมเพศ หรือที่เขียนจังๆ เป็นนวนิยาย (เรื่อง Maurice นั้น) ก็ตีพิมพ์ได้เมื่อผู้เขียนตายจากไปแล้ว

เวอยิเนียเขียนนวนิยายหลายเล่ม แต่ละเล่มมีคุณภาพที่ลึกซึ้งและแสดงออกต่างกัน หากเป็นอัตชีวประวัติกลายๆ แทบทั้งนั้น แต่เขียนจากแง่มุมที่ต่างกัน เข้าใจว่านวนิยายของเธอยังไม่มีแปลเป็นไทยเอาเลย และถ้าแปลเป็นไทยก็คงยาก (ดังที่งานของเจน ออสเตน ถ้าไม่ได้จูเลียตแสดงฝีมือ ก็คงสื่อสู่คนไทยไม่ได้นั่นเอง) นวนิยายที่สำคัญ ได้แก่ ๑) Between the Acts๒) Jakob’sRoom ๓) Mrs. Dalloway ๔) Orlando ๕) To the Lighthouse ๖) The Voyage Out ๗) The Waves ๘) The Years ๙) Flush

นอกไปจากนี้แล้ว เธอยังเขียนความเรียง บทวิจารณ์ละครและชีวประวัติเพื่อนรักร่วมสมัยอีกด้วยคือ Roger Fry ซึ่งเป็นศิลปินคนสำคัญของอังกฤษ

เวอยิเนียรู้จักนักเขียนร่วมสมัยค่อนข้างมาก ทั้งเธอยังตั้งสำนักพิมพ์ Horgarth Press ซึ่งจัดพิมพ์หนังสืออย่างประณีตเป็นพิเศษอีกด้วย ทั้งนี้โดยมีสามีเป็นผู้ร่วมงานที่สำคัญ ลีโอนาร์ดเองมีงานเขียนที่เป็นเลิศ แม้เขาจะไม่มีชื่อเสียงเท่าภรรยา แต่ก็มีความน่ารักน่าเคารพ ดังอัตชีวประวัติของเขาก็น่าอ่านยิ่งนักมีคนเขียนถึงเวอยิเนีย วูล์ฟค่อนข้างมาก และงานเขียนของเธอก็มีพิมพ์ออกมามาก ทั้งจดหมายและบางตอนจากอนุทินส่วนตัว โดยที่ทั้งหมดนี้ช่วยให้ได้รู้จักเธอในฐานะที่เป็นมนุษย์ ซึ่งมีความสลับซับซ้อนและมีอัจฉริยภาพ ทั้งยังช่วยให้รู้จักสังคมและวัฒนธรรม ตลอดจนความคิดอ่านของอังกฤษในช่วงศตวรรษมานี้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ประวัติเธอที่เจมส์ คิงเขียนและตีพิมพ์แต่เมื่อทศวรรษที่แล้วนั้น (Virginia Woolf by James King) ข้าพเจ้าเห็นว่าน่าอ่านที่สุด ให้รายละเอียดมาก และอธิบายขยายความทั้งอย่างกว้างและอย่างลึก ให้เราได้เห็นภาพของสังคมอังกฤษ ตลอดจนญาติมิตรของเวอยิเนียอย่างเป็นองค์รวมแท้ทีเดียว แม้การฆ่าตัวตายของเธอ ผู้เขียนก็ให้ความเข้าใจอย่างไม่ตัดสินเธอเอาเลย นับว่าเล่มนี้เป็นการเขียนชีวประวัติที่ควรแก่การเอาเยี่ยง

post@ 29 มีนาคม 2550 14:47:23 น.

No comments: